จากการสำรวจของ Persuasive Technology Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford พบว่า
ปัจจัยที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ได้แก่
1. รู้สึกอยู่ในโลกของความเป็นจริง (real-world feel)
2. ใช้งานง่าย (ease of use)
3. เป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
4. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
5. เอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม (tailoring)
ปัจจัยที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ได้แก่
ฉ. มีลักษณะเพื่อการค้า (Commercial implications)
ช. ความเป็นมือสมัครเล่น (amateurism)
และนักวิชาการเชื่อว่าการรับรู้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือได้เป็นผลมาจากสมอง ซึ่งประเมินปัจจัยสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ ;
1. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
2. ความเป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
เมื่อรวมทั้งสองปัจจัยเข้าด้วยกันอาจสรุปได้ว่า เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างสูง จะต้องทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ว่า มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ และความเป็นผู้ชำนาญการในระดับสูง
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ;
บุคคลโดยทั่วไปส่วนใหญ่ สามารถนำผลการวิจัยมาสรุปเพื่อการออกแบบเว็บไซต์ได้ดังต่อไปนี้
1. ออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงเอกลักษณ์ขององค์กร
2. การออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ไม่เกิน 3 คลิ๊ก
3. แสดงถึงความเป็นผู้ชำนาญการ เช่น มีชื่อนักเขียนบทความ , การอ้างอิงชัดเจน
4. แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจได้
5. การเอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม หรือผู้ใช้งาน
6. หลีกเลี่ยงการโฆษณาบนเว็บไซต์
7. หลีกเลี่ยงความผิดพลาด เช่น พิมพ์ชื่อคนผิดไปวางภาพกับคำอธิบายผิดตำแหน่ง เว้นวรรคผิดที่
จากการทำวิจัยซ้ำของ Stanford และ Makorsky และ Company ในปี 2002 พบปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้นดังนี้
1. การเพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ โดยการปรับปรุงสาระให้ทันสมัย ตอบคำถามบนเว็บบอร์ด เป็นต้น
2. ปกป้องความดีงามของสาระ โดยแยกออกจากโฆษณาอย่างเด่นชัด
3. หน้าตา ดูดี มีลักษณะการออกแบบเป็นมืออาชีพ ใช้ศิลปะอย่างมีรสนิยม เหมาะสมกับสาระ ฯลฯ
4. ต้องแน่ใจว่าทุกองค์ประกอบทำงานได้
5. ชื่อเสียงในโลกความจริงขององค์กรจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือการลิงค์ไปสู่องค์กรเสื่อมเสียย่อมส่งผลต่อเว็บไซต์โดยตรง
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก
http://credibility.stanford.edu/
นางพิระตา บิณศิรวานิช
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment